_______เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ ไม่ว่าจะรวยจะจนทุกคนต่างมีต้นทุนที่เรียกว่า เวลา ในหนึ่งวันเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง แต่ทุกคนต่างมีวิธีการในการบริหารจัดการเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตและการดำเนินชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเคยเข้าไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจเป็นคอร์สั้นๆ เรียนเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนมากที่สุด สิ่งหนึ่งที่ผมชอบและยังจำได้จนถึงทุกวันนี้คือ ทุกสิ่งในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ล้วนแล้วแต่มีต้นทุน เข้าตามคำที่ว่าถูกและฟรีไม่มีในโลกถ้าอยากได้ของดีมีคุณภาพ ก็ต้องจ่ายเงินที่สูงตามต้นทุนไปด้วย ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งมีต้นทุนไม่ว่าจะทำเรื่องใดๆการคำนวณและการวิเคราะห์ถึงต้นทุนของการได้มาซึ่งผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่แน่นอนว่าโมเดลนี้ผลตอบแทนคงอาจะไม่ได้ตีค่าเป็นเพียงแค่ตัวเงินในอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นแล้วสังคมเราคงเป็นสังคมทุนนิยมที่มองแต่กำไรขาดทุนเป็นตัวเงินจนสุดโต่ง จนสุดท้ายก็จะเกิดการเอารัดเอาเปรียบจนทำให้สังคมไม่น่าอยู่ นึกภาพสนุกๆตามคำถามของอาจารย์ที่ตัังสมมติฐานเรื่องการทำบุญ ว่าเป็นการลงทุนที่สามารถประเมินค่าได้หรือไม่ ? เช่นทำบุญเท่าไหร่ถึงจะได้ไปสวรรค์ ,การสวดมนต์ นั่งสมาธิได้บุญเท่ากับหรือมากกว่าการถวายสังฆทาน วิธีนี้เป็นวิธีที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ใช่หรือไม่? นี้เป็นมุมมองสนุกๆแต่ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดที่อาจารย์สรุปหลังจากการแลกเปลี่ยนในห้องเรียน แต่ประเด็นที่อาจารย์ผู้บรรยายอยากชี้ให้เห็นคือ กำไรที่ได้จากลงทุน อาจจะไม่ต้องเป็นตัวเงินก็ได้ ดังนั้นการบริหารจัดการที่ดีอาจจะลดต้นทุนและเพิ่มกำไรในด้านต่างๆให้กับหน่วยงาน และที่ดูเหมือนจะสำคัญอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของเวลา

________การลดต้นทุนทางเวลาเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่สังคมในยุคปัจจุบันถูกสร้างให้ยึดติดกับภาพความรวดเร็วในด้านต่างๆ เพราทุกวันนี้ทุกอย่างต้องเร็ว เราเคยชินกับการนั่งรถไฟฟ้าที่ไปถึงจุดกมายด้วยความรวดเร็ว, เคยชินกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และรูปแบบการบริการแบบรวดเร็วฉับไว ผลที่ตามมาคือความอดทนของมนุษย์ลดลง ความอดทนหรือขันติเป็นธรรมที่สำคัญในการดำเนินชีวิต ถ้าลองไปอ่านหนังสือชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จจะพบว่าแทบจะทุกคนจำเป็นที่จะต้องผ่านบททดสอบที่ต้องใช้ความอดทนเป็นหลักมาทั้งนั้น แต่ด้วยสังคมที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าการอดทนรอ ดูจะเป็นเรื่องที่ยากมันทำให้เราสามารถพบเห็นคนที่ขาดความอดทนและชื่นชอบกับอะไรที่ได้มาง่ายๆ ชื่นชอบกับความเร็ว สุดท้ายก็หล่อหลอมให้ส่งผลต่อการทำงานทำให้เป็นคนทำงานไม่อึดไม่อดทน จนกลายเป็นคนที่หยิบโหย่งไป สังเกตุได้จากการที่เรามักจะถาม ก่อนที่จะลงมือค้นหา หรือไม่ก็ค้นหาแต่เพียงผิวเผิน เคยชินกับการได้ความกับการกินม่าม่า ฉีกซองเติมน้ำอะไรง่ายๆแบบนั้น มันทำให้เกิดเป็นข้อจำกัดที่จะลดทอนความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานของเราลง ผมเคยเจอกับหลายคนที่ใช้ชีวิตแบบเนิบช้า แต่ไม่ยืดยาด พวกเขาเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องของเวลา และเป็นผู้ที่มีความอดทนสูงต่ออุปสรรค์ในด้านต่างๆ รวมถึงการมีความมานะพยายามในงานที่ทำ สุดท้ายความสำเร็จก็จะมาถึง

_______วันนี้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการทำแผนที่อย่างง่ายจากซอฟต์แวร์ Opensource GIS สืบเนื่องจากตอนแรกที่ผมเขียนไปเป็นการสอนใช้ Google layer บน Qgis สำหรับการสร้างแผนที่จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ Google Map ผ่านทาง Google Map Static Image แต่ด้วยข้อจำกัดที่หลายท่านสะท้อนกลับมาว่า Google Map จาก Google layer นั้นยากที่จะทำการ digitize ดังนั้นตอนที่สองผมขอเสนอการสร้างแผนที่จาก Google Map แล้วทำการ export ข้อมูล KML เข้ามายังระบบ GIS โดยเชื่อมข้อมูล feature เข้ากับข้อมูลบรรยายบน database ของเรา วิธีนี้เป็นที่ผมให้คำแนะนำกับพี่ท่านหนึ่งซึ่งใช้สร้างข้อมูลแผนที่อย่างง่าย ตัวอย่างนี้ผมว่าใช้งานง่ายกว่าแบบแรก มีขั้นตอนดังนี้ครับ

1. เข้าไปที่ Google Map : http://maps.google.co.th/ ซึ่งต้องมี account ของ Google Gmail ก่อนเพื่อสามารถสร้าง Map Content ของเราได้

2. สร้าง My Map Content โดยไปที่เมนูด้านขวาดังภาพ

3. ทำการสร้างแผนที่ใหม่ สำหรับแผนที่ที่เราจะทำการ digitize จาก Google Map

4. ตั้งชื่อ Project ของ Map Content ที่จะสร้าง

5. เริ่มทำการ digitize ข้อมูล feature ที่อยู่บน Google Map โดยใช้ digitize tools ของ google map

6. ลงมือวาด digitize feature ที่ต้องการบนแผนที่ GOogle Map

แต่ละ feature ต้องทำการตั้งรหัส Feature ID ไว้ด้วยนะครับ เพื่อนำไปใช้ join กับ atrribute บนฐานข้อมูลต่อไป

7. ดำเนินการเสร็จแล้ว ก็ทำการ save ตัว Map content ที่สร้างและทำการ export เป็น KML

8. เปิด KML บนโปรแกรม Google Earth  ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการตรวจสอบ

ทำการแยก feature แปลงจาก networklink เป็น simple KML

ทำการ save ข้อมูลใหม่อีกรอบแปลงจาก KMZ เป็น KML

9. เปิดโปรแกรม Qgis แล้วทำการ add layers ที่เป็น KML ของเราเข้าไป โดยข้อมูลจะอยู่ในระบบ EPSG 4326

ตัวอย่างข้อมูล feature ที่ได้จากการ digitize บน Google Map

10. ทำการ export KML ไปเป็น shapfile โดยกำหนดระบบพิกัดและทำการ save as shapfile

ตั้งชื่อและระบุไดเรกทอรี่ปลายทางสำหรับเก็บข้อมูล

11. ทำการ join attribute data จากฐานข้อมูล โดยจะใช้ field name ที่เรากำหนด Feature ID บน KML ไว้เป็น primary key โดยไปที่คำสั่ง Vector >> Data Management Tools > join Attributes

กำหนดรายละเอียดการ join ไฟล์ vector และไฟล์ dbf ที่จะ join

ผลลัพธ์ที่ได้จากการ join table

12 ตรวจสอบดูผลลัพธ์ที่ได้โดยการเทียบกับข้อมูลแผนที่อื่น ในตัวอย่างผมเทียบกับ OSM เพื่อดูความถูกต้อง

ผลลัพธ์ออกมาใช้ได้ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

https://emap.wordpress.com/2010/05/27/mapping-with-open-source-gis-i/