เมื่อวานผมได้รับอีเมลฉบับหนึ่งที่ถามเกี่ยวกับการพัฒนาระบบแผนที่ภาษีสำหรับเทศบาล โดยมีประเด็นหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจและอยากนำมาเขียนอธิบายเพิ่มเติมก็คือประเด็นที่ว่า “แผนที่ภาษีสามารถพัฒนาแบบ Web application ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านเครือข่ายได้หรือไม่” ในความคิดของผม ผมคิดว่าได้และค่อนข้างจะสนับสนุนเป็นอย่างมาก เพราะว่าประโยชน์ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านเครือข่ายสามารถนำมาช่วยให้การทำงานขององค์กรไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กได้เป็นอย่างดี ประกอบกับตัวเทคโนโลยีค่อนข้างจะเสถียรและมีการใช้งานในด้านต่างๆอย่างแพร่หลาย ผมของยกตัวอย่างจุดเด่นเบื้องต้น มาสนับสนุนความคิดของผมดังนี้

1. ลดข้อจำกัดในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์

                ระบบสารสนเทศภาษีผ่านเครือข่ายจะช่วยเพิ่มความสะดวกและความหยืดหยุ่นในการทำงานผู้ใช้ที่อยู่ในระบบเครือข่าย(Internet/intranet) สามารถเข้าถึงระบบได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่มีเว็บบราว์เซอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟท์แวร์ลงในเครื่องลูกข่ายทุกเครื่อง ประกอบกับการประมวลผลจะเกิดขึ้นที่เครื่องแม่ข่ายเป็นหลักดังนั้นเครื่องลูกข่ายไม่จำเป็นต้องมีสเปกที่สูงก็สามารถทำงานได้

2. เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล

                เทศบาลหรืออบต.อาจจะมีหลายกองที่จำเป็นต้องใช้งานในระบบแผนที่ภาษี เช่น กองคลัง, กองโยธา ,กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม,ฝ่ายบริหาร และกองทะเบียน เป็นต้น ระบบสารสนเทศภาษีผ่านเครือข่ายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลกลางที่อยู่ในฐานข้อมูลบนแม่ข่าย ทำให้สามารถได้รับข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน โดยกองช่างสามารถทำการสำรวจและนำเข้าข้อมูลใหม่ลงในฐานข้อมูล เมื่อผู้ใช้ทั่วไปจากกองงานอื่นเข้ามาเรียกดูข้อมูลก็สามารถเข้าถึงข้อมูลใหม่ได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากระบบ Standalone แบบเดิมที่จะต้องทำการคัดลอกข้อมูลไปมาระหว่างกองงาน ทุกครั้งที่มีการปรับปรุงข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและความล่าช้าในการทำงาน

3. ความสะดวกในการเชื่อมโยงระบบกับหน่วยงานภายนอก

                หน่วยงานภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ในกรณีที่ใช้งานทั่วไปก็สามารถกำหนดสิทธิให้เรียกดูข้อมูลเฉพาะส่วนที่อนุญาติได้ หรือกรณีที่ต้องการเชื่อมโยงการทำงานของระบบภายในและภายนอกขั้นสูง เช่น การพัฒนาระบบจัดการภัยพิบัติ หรือการขายข้อมูลให้กับภาคเอกชนเพื่อใช้ในด้านธุรกิจ ก็สามารถนำเอา Web Service Technology มาใช้ในการเชื่อมโยงการทำงานได้

 

                จริงๆแล้วระบบสารสนเทศภาษีผ่านเครือข่ายประโยชน์ยังมีอีกมากมายครับ เพราะเทคโนโลยีนั้นเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมสรรพกรและธนาคาร ก็มีการนำระบบสารสนเทศผ่านเครือข่ายไปใช้งานจริง แต่การพัฒนาระบบสารสนเทศภาษีผ่านเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและความซับซ้อนสูง ต้นทุนในการดำเนินการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ก็สูงมากกว่าระบบแบบเดิม ประกอบกับความยากในการพัฒนาก็มากกว่าระบบแบบเดิม ดังนั้นการดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศผ่านเครือข่ายในลักษณะนี้จำเป็นที่จะต้องมีความพร้อมทั้งด้านงบประมาณและบุคคลากรจึงจะสามารถทำได้

ท่านที่มีไอเดียหรือความเห็นอื่นๆสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ ยินดีรับฟังทุกความเห็นครับ